วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

         "ฤดูฝน" คงเป็นฤดูที่ใครหลายๆ คนไม่ค่อยชอบมากนัก เพราะมันเป็นอุปสรรคทั้งปวงต่อการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทั้งการไปทำงาน การไปซื้อของของขาช็อปทั้งหลาย และที่สำคัญคือการท่องเที่ยว แน่ล่ะใครจะบ้าขับรถผ่าฝนไปเที่ยว ทัศนวิสัยก็ไม่ดี ทำความเร็วก็ไม่ได้ ขอบอกเลยว่าผิดครับ มีผมนี่ล่ะคนนึงแต่มันมีเหตุผลนะ...

         ต้นเดือนกรกฎาคม 2557 คุณแฟน บอกว่าอยากไปทำบุญวันเกิด ไอ้ผมก็ตอบตกลงอย่างไม่มีปัญหา แต่หารู้ไม่ว่าสถานที่เธออยากจะไปนั่นคือ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี (แม่เจ้าโว้ย) แต่เอาวะขับรถแค่นี้จิ๊บๆ ก็เลยต้องเตรียมความพร้อมกันสักหน่อย อันดับแรกคือยื่นใบลาครับ เพราะผมชอบเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา เนื่องจากไม่ต้องผจญกับปริมาณรถบนถนนและไม่ต้องผจญกับผู้คนมากมายที่ใช้วันหยุดเป็นวันเที่ยวพักผ่อนและที่สำคัญประหยัดเงินครับ :)

         อันดับต่อมาก็คือการศึกษาเส้นทางเพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางประมาณ 1 สัปดาห์ ได้มีเพื่อนที่ทำงานเดินทางไปก่อนและบอกว่าทางยาก ก็เลยอาศัยแผนที่อากู๋ครับ ดูแล้วก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรยาก ต่อมาก็เตรียมความพร้อมของรถโดยการนำรถไปเปลี่ยนแบตเตอรี่เนื่องจากรถอายุได้ประมาณ 1 ปีครึ่งกับระยะทาง 43,000 กิโลเมตร เปลี่ยนยางใหม่เนื่องจากยางเดิมติดรถเวลาเข้าโค้งเร็วๆ เบรกแรงๆ มีอาการโยนและโดด หลังจากนั้นก็นำรถเข้าศูนย์บริการเช็คความพร้อมอื่นๆ และสั่งเปลี่ยนหัวเทียนใหม่ (ช่างคงงง คู่มือแจ้งให้เปลี่ยนที่ 45,000 ไอ้นี่มันเล่นเปลี่ยนตั้งแต่ 43,000)

เส้นทางที่ใช้ครับ

         อันดับ 3 จองโรงแรมครับ เจ้าของทริปแจ้งมาว่าอยากพักที่สามประสบรีสอร์ท เนื่องจากอยากเห็นวิวริมแม่น้ำสามประสบ ผมเลยจัดการจองโรงแรมผ่านเว็บไซต์ Agoda.com เป็นห้องแบบ Deluxe River View ในราคา 1,800 บาท ซึ่งห้องที่ผมพักนั้นสระว่ายน้ำอยู่หน้าห้องพอดี (แต่ไม่ได้ลงเล่นครับเนื่องจากทางโรงแรมจำกัดไว้ว่าจะต้องใส่ชุดว่ายน้ำลงเท่านั้น ใครที่ไปพักอยากลงสระกรุณาเตรียมไปด้วยนะครับ) แนะนำอีกนิดนึงครับ ทุกครั้งที่ทำการจองโรงแรมผ่านตัวแทนไม่ว่าเจ้าไหน หลังจากจองแล้วประมาณ 1 วัน ควรโทรสอบถามข้อมูลการจองกับทางโรงแรมด้วยนะครับเพื่อเป็นการยืนยันว่าห้องได้ถูกจองเรียบร้อยแล้วเป็นป้องกันข้อผิดพลาดไปในตัว


         และแล้วก็ถึงวันเดินทาง เช้าวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม ตื่นนอนประมาณตี 5 อาบน้ำเตรียมตัวและทำการตั้งค่า GPS ในโปรแกรม Sygic (วันหลังจะมารีวิวให้อ่านกันครับ) ออกเดินทางเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ใช้ความเร็วเรื่อยๆ การเดินทางไม่ได้ยากเลยสำหรับผม ถนนไม่มีโค้งมากสามารถทำความเร็วได้ถ้าใครเคยขับรถบนนถนนสายวังทอง-หล่มสักแล้ว ถนนสายกาญจนบุรี-สังขละบุรีถือว่าหมูครับ ถึงที่พักราวๆ บ่ายโมงครึ่ง หลังจากเช็คอินเข้าห้องพัก เท่าที่สัมผัสตั้งแต่ก้าวแรกเข้าห้องพัก บอกได้เลยครับว่าประทับใจมาก ห้องดูสะอาด ห้องน้ำก็สะอาด ที่นอนก็สะอาด เพราะจากการที่ผมชอบเที่ยวในช่วง Low Season ปัญหาที่พบบ่อยมากคือ ที่นอนมักจะมีกลิ่นอับ แต่ที่นี่ไม่มีครับ เก็บสัมภาระเรียบร้อยก็ถึงเวลาลุยกันล่ะครับ

วิวหน้าห้องพัก
จุดหมายหลักทริปนี้ครับ โบสถ์เก่ากลางน้ำ (ประวัติไม่ขอกล่าวถึงนะครับคงหาอ่านกันได้)

         จากที่พักเดินลงมาประมาณ 100 เมตรก็จะถึงท่าเรือครับ ซึ่งวันธรรมดาค่าเรือ 2 คน 250 บาท ซึ่งนอกจากรับล่องเรือแล้วยังมีบริการแพ จากที่สอบถามราคา 1,200 บาท พักได้ประมาณ 12-15 คน/แพ
หลังจากที่ขึ้นฝั่งตรงโบสถ์เก่าก็จะพบกับไกด์ท้องถิ่น เป็นเด็กๆ แถวนั้นนั่นล่ะครับ จากการสอบถามทั้งไกด์(เด็ก)ท้องถิ่นและคนเรือได้ความว่า ปีนี้น้ำมาช้าทำให้ยังสามารถลงไปชมโบสถ์ได้อยู่ ปกติแล้วช่วงนี้ของทุกปีน้ำจะเริ่มมาแล้ว ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการเที่ยววันธรรมดาคือ เราสามารถใช้เวลาในแต่ละจุดได้มาก เนื่องจากคนน้อยและคนเรือไม่รีบ ผมใช้เวลาอยู่บริเวณเกาะกลางน้ำอยู่ราวๆ 1 ชั่วโมง คุยบ้างแซวบ้างกับเจ้าไกด์ท้องถิ่นตัวเล็ก ตอบได้ฉะฉานแถมข้อมูลแม่นมากๆ วันเดือนปี ที่เกิดเหตุการต่างๆ จำได้เป๊ะ ส่วนค่าไกด์เท่าไรนั้นน้องเขาบอกว่าแล้วแต่น้ำใจครับ (แฟนผมแกล้งแซวว่าถ้าพี่ไม่ให้ล่ะ น้องเขาก็ตอบว่า "แล้วแต่น้ำใจครับ" ก็ฮากันไป)
ภาพบรรยากาศบริเวณโบสถ์เก่า ซ้ายบนคือไกด์ท้องถิ่นครับ
เสร็จจากใช้เวลากับโบสถ์เก่ากลางน้ำแล้วก็กลับเข้าห้องพัก นอนพักผ่อนก่อนเนื่องจากออกเดินทางมาตั้งแต่เช้า และขับรถคนเดียวตลอดทั้งทริป เดี๋ยววันถัดไปร่างกายจะไม่ไหว เทคนิคการขับรถทางไกลสำหรับผมก็คือต้องพักผ่อนให้เยอะๆ ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้วเป็นคนนอนดึกมาก (ประมาณตีหนึ่งถึงตีหนึ่งครึ่ง)



         เวลาประมาณ 18.30 น. หลังจากพักผ่อนได้พอประมาณก็ถึงเวลามื้อเย็นครับ ซึ่งเจ้าของทริปก็แจ้งมาเลยครับว่าอยากไปทานที่ร้านครัวศรีแดง โดยคุณเธอก็ได้อธิบายว่าเป็นร้านอาหารร้านแรกในสังขละบุรี ตัวร้านอยู่ห่างจากที่พักไม่ไกลนัก พอมาถึงร้านบรรยากาศก็จะเป็นแบบบ้านๆ ครับ ซึ่งผมชอบนะครับแบบนี้ดูไม่แปลกแยกจากภูมิสังคมดี ส่วนเรื่องรสชาติและราคานั้นผมได้เขียนรีวิวไว้ที่ Wongnai.com แล้วครับ ลองตามไปอ่านดูกันนะครับ ทานข้าวเสร็จสรรพก็กลับห้องนอน สิ้นสุดวันแรกกันไป 
แค่นี้ก็ทานไม่หมดแล้วครับ







สะพานยังซ่อมไม่เสร็จ ใช้สะพานชั่วคราวด้านซ้ายไปก่อน

 25 กรกฎาคม 2557

        วันนี้ก็ตื่นเช้าเช่นเคยครับ เพราะจะต้องรีบไปใส่บาตรที่ฝั่งหมู่บ้านชาวมอญกัน โดยเราก็เดินไปตรงสะพานข้างๆ แพนั่นล่ะครับ พอไปถึงทางลงก็เจอชาวบ้านมารอนักท่องเที่ยวอยู่แล้วเพื่อที่จะชักชวนให้เราไปทำบุญฝั่งโน้น ซึ่งเขาจะพาเราไปที่ร้านจำหน่ายของเขาเอง ที่นี่ดีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าร้านไหนๆ ราคาก็เท่ากันเลือกได้อย่างสบายใจ ทางลงฝั่งโรงแรมเป็นบันไดปูนครับ ลงง่ายสบายๆ แต่พอไปถึงฝั่งชาวมอญนี่ขึ้นไปแบบทุลักทุเลกันเลยที่เดียวเนื่องจากฝนตก ทำให้พื้นแฉะ ดินเปียกและลื่นครับ พอใส่บาตรเสร็จเรียบร้อยแล้วก็กลับเข้าโรงแรมเพื่อทานอาหารเช้า เก็บสัมภาระ และทำการ เช็คเอาท์ โดยจุดหมายต่อไปก็คือวัดอุตตมานุสรณ์ ช่วงที่ผมไปมีการซ่อมแซมโบสถ์เล็กน้อย หลังจากสักการะหลวงพ่อและทำบุญเสร็จสรรพแล้วก็เดินทางออกจากวัด จุดท่องเที่ยวต่อไปก็คือ ด่านเจดีย์สามองค์โดยการเดินทางนั้นสะดวกมาก เนื่องจากมีการขยายช่องจราจรและทำถนนใหม่ (วันที่ผมไปกำลังตีเส้นถนนเลยครับ) ตรงนี้มาแค่ถ่ายรูปครับเพราะไม่ได้ข้ามไปยังฝั่งพม่าเนื่องจากกลัวเสียเวลาเยอะ สำหรับใครที่ไม่มีแผนข้ามไปฝั่งพม่า แนะนำว่าถ้าขามามีเวลาเหลือเยอะให้แวะมาเที่ยวที่นี่ก่อนขึ้นไปสังขละบุรีหลังจากถ่ายรูปเสร็จ (ซึ่งเร็วมากๆ ใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่ถึง 30 นาที) ก็ออกเดินทางมุ่งสู่จุดหมายต่อไปคือที่น้ำตกไทรโยคใหญ่

ด่านเจดีย์สามองค์
ทำบุญใส่บาตรฝั่งหมู่บ้านชาวมอญ

น้ำตกไทรโยคใหญ่ หรือน้ำตกเขาโจน(เหมือนเดิมครับรายละเอียดต่างๆ คงหาอ่านได้ทั่วไป)

         ช่วงที่ผมไปนั้นน้ำยังถือว่าน้อยอยู่ครับจึงดูเหมือนว่าน้ำตกไม่สวยงามเท่าที่ควร ถ้าเป็นหลังจากนี้สักสองเดือนน่าจะสวยกว่านี้ ตรงนี้ถ้าเดินข้ามสะพานไปจะมีจุดพักชมน้ำตกทำเป็นศาลาอย่างดี มีความมั่นคงแข็งแรง สิ่งที่น่าเสียดายสำหรับทริปนี้ก็คือ ผมเอาขาตั้งกล้องไปแต่ไม่ได้ถือลงไปด้วย (แบบว่าขี้เกียจ) จึงทำให้เวลาถ่ายภาพน้ำตกเมื่อตั้งสปีดกล้องช้าๆ เพื่อให้ได้ภาพน้ำตกที่นุ่มนวลภาพจะดูสั่นๆ (ภาพที่เลือกมานี่ดูดีที่สุดแล้ว) แต่สิ่งที่ขัดใจสำหรับผมมากๆ ตรงจุดนี้ก็คือบนสะพานมีแม่กุญแจคล้องอยู่บนสะพานซึ่งทำเลียนแบบละครเกาหลีซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ (ผมชอบดูละครเกาหลีนะครับแต่ถ้ามาทำแบบนี้มันก็ไม่ควร) เสร็จสรรพก็ไปต่อที่น้ำตกไทรโยคน้อยครับ
ภาพบรรยากาศ ณ น้ำตกไทรโยคใหญ่ ส่วนรูปบนขวานั่นคือสิ่งที่ขัดใจผมอย่างมาก


น้ำตกไทรโยคน้อย หรือน้ำตกเขาพัง

น้ำตกไทรโยคน้อย น้ำน้อยจริงๆ ครับ

         ถึงแม้ช่วงที่ผมไปจะเป็นช่วงหน้าฝน แต่ก็เป็นช่วงต้นหน้าฝนทำให้น้ำมีน้อยมาก (ย้ำว่ามีน้อยมากๆ ครับ) มีชาวต่างชาติและคนไทยลงเล่นบ้างประปราย ส่วนใหญ่จะลงไปถ่ายภาพกันซะมากกว่า บริเวณน้ำตกนั้นจะมีหัวรถไฟโบราณมาจอดแสดงเพื่อรำลึกถึงการสร้างทางรถไฟสายมรณะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ เราใช้เวลาที่นี่ประมาณ​ 1 ชั่วโมง​ครับ​ เสร็จ​สรรพ​แล้วก็เตรียม​หาที่พัก​ โดยวันนี้​เราไม่ได้จองไว้​เนื่องจาก​ได้คุย​กันตั้งแต่​ก่อน​ออกเดินทาง​แล้วว่าจะใช้วิธีหาแบบค่ำไหนนอนนั่น​ (เที่ยวไปเรื่อยๆ​ ใกล้ค่ำถึงค่อยหาที่พักบริเวณนั้น​ๆ) ซึ่งที่พัก ของเราวันนี้คือ​ Yoko​ River​ Kwai​ Resort  ที่นี่มีที่พักให้เลือกอยู่​ 4 ประเภทคือ​ 1 แพริมน้ำ​ ราคา​ 1,500 บาท​ 2 บ้าน​สองชั้น​ ห้องละ​ 1,400 บาท​ 3 ทาวเวอร์​ ห้อง​ละ​ 1,800 บาท 4. บ้านสไตล์บ้านดิน ห้องละ 1,800 บาท สรุปผมเลือกแบบบ้านดินครับ (หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ แฟนผมมาอบรมที่นี่ ซึ่งตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์ บ้านดินราคา 3,500 บาทครับ) หลังจากเช็คอินและเก็บของเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาอาหารเย็น ซึ่งมื้อนี้ผมอาศัยกินตาม Wongnai.com โดยร้านที่เลือกคือร้านครัวผักหวานและผมก็ได้รีวิวไว้แล้วเช่นกัน เสร็จสรรพก็กลับห้องนอนครับ


โยโกะริเวอร์แคว รีสอร์ท

26 กรกฎาคม 2557

         วันนี้ตื่นสายนิดนึงครับเพราะทริปที่วางไว้เหลือไม่มากแล้ว หลังจากอาบน้ำเก็บของเสร็จสรรพแล้วก็ออกมาทานข้าวที่ห้องอาหารของที่พัก ซึ่งที่นี่ปรุงอาหารด้วยผักที่ปลูกเองในพื้นที่ของโรงแรม จากนั้นก็เช็คเอาท์ แต่ยังไม่ออกจากโรงแรมนะครับ เนื่องจากบริเวณหน้าโรงแรมจะมีพื้นที่ๆ ที่จัดแสดงของเก่าประมาณ 4 ห้อง ก็เลยเดินดูและถ่ายรูปกันก่อน ออกจากโรงแรมก็เวลาเกือบ 9 โมงเช้า จุดหมายต่อไปคือถ้ำกระแซและน้ำตกเอราวัณครับ

ถ้ำกระแซ

         หลังจากเรามาถึงถ้ำกระแซก็เดินขึ้นไปตามทางรถไฟ ซึ่งทางรถไฟนี้ยังใช้การอยู่ครับ เราใช้เวลาที่นี่กันสักประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังน้ำตกเอราวัณครับ มาถึงน้ำตกก็ประมาณ 10 โมงเช้า เข้ามาในเขตน้ำตกพบว่าคนเยอะมากครับ เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์ ระยะทางจากจุดจอดรถจนถึงตีนน้ำตกมีความยาวประมาณ 700 เมตร ใครใคร่เดินก็เดินส่วนใครไม่อยากเดินทางอุทยานก็มีรถกอล์ฟบริการให้ (ไม่ฟรีนะครับ) น้ำตกเอราวัณนั้นผมเคยมาครั้งนึงเมื่อประมาณ 14 ปีที่แล้ว สมัยนั้นไม่มีอะไรอำนวยความสะดวกให้เลย ต้องเดินเลียบน้ำตกขึ้นไปเอง แต่น้ำตกเอราวัณวันนี้ มีการทำทางเดินขึ้นไปยังน้ำตกชั้นต่างๆ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี จากการสังเกตของผม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาที่น้ำตก จะเป็นชาวต่างชาติสักประมาณ 70% ปัจจุบันนี้การขึ้นน้ำตกทางอุทยานจะเคร่งครัดเกี่ยวกับเรื่องขยะมากครับ โดยการทางอุทยานไม่อนุญาตให้นำอาหารขึ้นตั้งแต่ชั้นที่ 2 เป็นต้นไป เราเดินชื่นชมความของธรรมชาติ(และไม่ธรรมชาติ) จนมาถึงชั้นที่ 4 ก็เริ่มเหนื่อยครับ จึงตัดสินใจลงมานั่งพักและมาคุยกันว่ามื้อกลางวันจะทานอะไรกันดี 

ป้ายบ่งบอกสถานที่
 ระหว่างนั้นก็สั่งกาแฟสดซึ่งจำหน่ายโดยอุทยานซึ่งอร่อยมาก (รสชาติดีกว่า Amazon มากครับ) และส้มตำไก่ย่าง (จำหน่ายโดยอุทยานเช่นกัน) สรุปอร่อยจนต้องเบิ้ลครับ จบไปกับมื้อเที่ยง 


เขื่อนศรีนครินทร์
         หลังจากจบที่น้ำตกเอราวัณเราก็ขึ้นไปถ่ายรูปกันที่เขื่อนศรีนครินทร์ครับ ซึ่งบนสันเขื่อนก็มีคนมาถ่ายรูปบ้างประปราย ถ่ายรูปกันสักพักก็เตรียมตัวเดินทางกลับครับ แต่พอลงมาได้สักพักเจ้าของทริปอยากไปสำรวจที่พักเผื่อจะมาคราวหน้า ซึ่งที่นั่นก็คือ Lake Heaven Resort ครับ จากการสอบถามเรื่องห้องพักได้ความว่าในช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุดยาวห้องเต็มไปจนถึง 5 เดือนข้างหน้าครับ ถ้าวันธรรมดาก็ยังพอมีว่างบ้างโดยการจองจะต้องผ่านเซลล์เท่านั้น ถามได้ความเรียบร้อยแล้วก็ถ่ายรูปอีกนิดหน่อยก็เดินทางกลับเป็นอันจบทริปนี้ครับ

หมายเหตุ
  • ทริปนี้ช่วงระหว่างเดินทางฝนตกตลอด แต่พอถึงสถานที่ท่องเที่ยวฝนก็หยุดครับ ถือว่าโชคดีมากๆ
  • การเดินทางครั้งนี้ผมใช้โปรแกรมนำทางคือ Sygic ครับ ลองใช้ Google Maps อยู่ 2 ครั้งพาเข้าป่าทั้ง 2 ครั้ง
  • ผมพลาดไม่ได้เข้าไปเที่ยวช่องเขาขาดเพราะไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนว่าอยู่ในเขตทหาร พอโปรแกรม Sygic บอกให้เลี้ยวเข้าไปยังเขตทหารผมคิดว่ามันพาหลง (น่าอายชะมัด)
  • ภาพที่ประกอบบทความทั้งหมดสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ห้ามนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


ก่อนจบครับ
เจ้าของทริป
เจ้าของทริป

0 comments:

แสดงความคิดเห็น